ทุกครั้งที่เราใช้ GPS, ดูทีวี, เช็กสภาพอากาศ หรือแม้แต่ติดตามสถานการณ์ภัยพิบัติแบบเรียลไทม์ ทั้งหมดนี้ ล้วนเกี่ยวข้องกับ “ดาวเทียม”
แต่รู้หรือไม่ว่า ดาวเทียมไม่ได้มีหน้าที่เหมือนกันทั้งหมด เพราะเบื้องหลังการทำงานเหล่านี้ คือดาวเทียมซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อภารกิจเฉพาะด้าน และอยู่ที่ระดับความสูงจากพื้นโลกแตกต่างกัน
โดยหลักแล้ว ดาวเทียมแบ่งตามระดับวงโคจรได้เป็น 3 ประเภทสำคัญ ได้แก่
• LEO (Low Earth Orbit)
• MEO (Medium Earth Orbit)
• GEO (Geostationary Orbit)
ซึ่งแต่ละระดับความสูง ส่งผลโดยตรงต่อ “ความเร็ว”, “ความครอบคลุม”, และ “รูปแบบการใช้งาน”
LEO
(Low Earth Orbit)
ดาวเทียมเพื่อการมองโลกและการเชื่อมต่อยุคใหม่
ดาวเทียมในวงโคจรต่ำ (LEO) อยู่ใกล้โลกที่สุด ที่ความสูงประมาณ 160 – 2,000 กิโลเมตร และเคลื่อนที่ไวที่สุดคือที่ความเร็ว ประมาณ 27,000 กม. / ชม.
ข้อได้เปรียบสำคัญ คือ
ส่งข้อมูลได้รวดเร็ว (Latency ต่ำ) เพราะอยู่ใกล้โลก แต่ก็ทำให้ระยะฟุตปริ้นท์ที่ครอบคลุมพื้นที่บนโลกน้อยตามไปด้วย ต้องใช้ดาวเทียมจำนวนมากถึงจะครอบคลุมพื้นที่ได้ทั่วโลก
เหมาะกับงานที่ต้องการข้อมูลแบบใกล้เคียงเวลาจริง
ถูกนำไปใช้ในงานสำคัญ เช่น
- อินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียม
- IoT
- Remote Sensing
- Earth Observation
ช่วยให้เราสามารถตรวจสอบสถานการณ์บนโลกได้ เช่น ภัยพิบัติ, น้ำท่วม, PM2.5, การเปลี่ยนแปลงพื้นที่เกษตร
กล่าวได้ว่า LEO คือ “ดวงตาที่ช่วยให้เรามองเห็นโลกได้ดีขึ้น”
MEO
(Medium Earth Orbit)
ดาวเทียมเพื่อการระบุตำแหน่ง
ดาวเทียมในวงโคจรระดับกลาง (MEO) อยู่สูงขึ้นไปที่ประมาณ 2,000 – 35,786 กิโลเมตร
จุดเด่น คือ
ครอบคลุมพื้นที่ได้กว้างกว่า LEO
ใช้จำนวนดาวเทียมน้อยกว่า LEO จึงถูกนำไปใช้ในงานสำคัญ เช่น
- GPS
- การติดตามตำแหน่งเรือ
- การบิน
- โลจิสติกส์
ซึ่งมีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่การใช้แผนที่บนมือถือ ไปจนถึงระบบขนส่งระดับโลก
MEO จึงเปรียบเสมือน “เข็มทิศของโลกยุคดิจิทัล”
GEO
(Geostationary Orbit)
ดาวเทียมเพื่อการสื่อสารและโครงข่ายหลักของประเทศ
ดาวเทียมในวงโคจรคงที่ (GEO) อยู่ที่ความสูงประมาณ 35,786 กิโลเมตร และโคจรรอบโลกในเวลา 24 ชั่วโมง เท่ากับการหมุนของโลก
ผลลัพธ์ คือ
ดาวเทียมจะ “อยู่ตำแหน่งเดิมบนท้องฟ้า” เมื่อมองจากพื้นโลก จึงมักถูกเรียกว่าเป็นดาวเทียมที่วงโคจรค้างฟ้า ด้วยระยะที่ไกลจากโลกทำให้มีระยะฟุตปริ้นต์ที่กินพื้นที่กว้างมาก ใช้ดาวเทียมเพียงแค่ 3 ดวงก็ครอบคลุมได้ทั่วโลก ทำให้เหมาะกับงานที่ต้องการความเสถียร เช่น
- ทีวีดาวเทียม
- การสื่อสารระยะไกล
- โครงข่ายหลักของประเทศ (Communication Backbone)
ดาวเทียม GEO เช่นของ Thaicom มีบทบาทสำคัญในการเชื่อมต่อพื้นที่ห่างไกล เช่น เกาะ ภูเขา หรือพื้นที่ในถิ่นทุรกันดาร และชายแดน รวมถึงเมื่อในพื้นที่ที่การสื่อสารถูกตัดขาดจากเหตุภัยพิบัติหรือยามฉุกเฉิน
GEO จึงเป็นเสมือน “โครงสร้างพื้นฐานบนอวกาศ” ที่ช่วยเชื่อมโลกเข้าหากัน
ดาวเทียมทั้ง 3 ระดับ ทำงานร่วมกันเพื่อโลกที่เชื่อมต่อมากขึ้น
แม้ดาวเทียมแต่ละประเภทจะมีหน้าที่ต่างกัน แต่เมื่อทำงานร่วมกัน จะสร้างระบบที่สมบูรณ์แบบ
LEO → มองโลกและเก็บข้อมูล
MEO → ระบุตำแหน่ง
GEO → เชื่อมต่อการสื่อสาร
ทั้งหมดนี้คือโครงสร้างสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล ความมั่นคง และคุณภาพชีวิตของผู้คนทั่วโลก